วางแผนเกษียณ เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 เพื่ออนาคตที่สบาย

by admin

การวางแผนเกษียณอายุการทำงานมักจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ละเลยมองข้าม โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในวัยยี่สิบหรือสามสิบต้นๆ เนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวและยังมีเวลาอีกหลายสิบปีกว่าที่จะถึงเวลานั้น แต่ในความเป็นจริง ช่วงเวลาอายุ 30 ปีคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดและเหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นวางแผนเพื่อการเกษียณอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นวัยที่เริ่มมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีรายได้ที่สม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือยังมีของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในโลกของการเงินนั่นคือเวลา การเริ่มต้นสะสมและลงทุนตั้งแต่วัยนี้จะช่วยให้เงินทำงานได้อย่างเต็มที่ผ่านพลังของดอกเบี้ยทบต้น ทำให้เป้าหมายการมีเงินใช้จ่ายอย่างสุขสบายในวัยเกษียณกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงโดยไม่ต้องออกแรงเหนื่อยจนเกินไปในบั้นปลายชีวิต

ทำไมอายุ 30 ถึงเป็นวัยทองของการวางแผนเกษียณ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 ปีมีความได้เปรียบกว่าการไปเริ่มต้นในวัยอื่น คือความสมดุลระหว่างรายได้และระยะเวลาในการลงทุนที่ยาวนานพอสมควร

พลังของดอกเบี้ยทบต้นและระยะเวลา

พลังของดอกเบี้ยทบต้นคือปาฏิหาริย์ทางการเงินที่จะช่วยให้เงินก้อนเล็กๆ เติบโตเป็นเงินก้อนโตได้หากได้รับเวลาที่ยาวนานพอ

  • ระยะเวลา 30 ปีแห่งโอกาส: หากคุณตั้งเป้าหมายที่จะเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปี การเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 ปีหมายความว่าคุณมีเวลาในการลงทุนยาวนานถึง 30 ปีเต็ม ซึ่งยาวนานพอที่จะปล่อยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนถูกนำไปทบต้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

  • เปรียบเทียบคนเริ่มก่อนและเริ่มหลัง: คนที่เริ่มต้นออมเงินเดือนละ 5000 บาทตั้งแต่วัย 30 ปี จะใช้เงินลงทุนรวมน้อยกว่าแต่กลับมีเงินปลายทางมากกว่าคนที่เริ่มต้นออมเงินเดือนละ 10000 บาทตอนอายุ 40 ปีอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเงินของคนแรกมีเวลาทำงานและเติบโตยาวนานกว่าถึง 10 ปี

ศักยภาพในการรับความเสี่ยงและการเติบโตของรายได้

ในวัย 30 ปี ส่วนใหญ่จะผ่านช่วงเริ่มต้นของการทำงานมาแล้วและกำลังก้าวเข้าสู่ตำแหน่งงานระดับกลางหรือระดับบริหาร ทำให้มีรายได้ที่สูงขึ้นและสามารถจัดสรรเงินมาเพื่อการออมได้มากขึ้น

  • การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อสร้างการเติบโต: เนื่องจากระยะเวลาจนถึงวันเกษียณยังเหลืออีกยาวนาน ทำให้นักลงทุนในวัยนี้สามารถกระจายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาวได้ เช่น หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนระยะสั้นมากนัก เพราะตลาดยังมีเวลาให้ฟื้นตัวคืนกลับมาได้เสมอ

ขั้นตอนการคำนวณเงินเพื่อการเกษียณที่แท้จริง

ก่อนที่จะเริ่มต้นออมหรือลงทุน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำหนดเป้าหมายตัวเลขที่ชัดเจนว่าในวันหลังเกษียณคุณจำเป็นต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

การประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

หลักการทั่วไปในการคำนวณคือ คุณควรมีรายได้หลังเกษียณประมาณร้อยละ 70 ถึง 80 ของค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีไว้ได้

  • ค่าใช้จ่ายที่ลดลง: หลังเกษียณ ค่าใช้จ่ายบางประเภทจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเสื้อผ้าทำงาน และภาษีเงินได้ที่ลดน้อยลงตามสัดส่วนรายได้

  • ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น: สิ่งที่ห้ามมองข้ามคือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะแปรผันตามอายุที่มากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยวที่อาจจะมากขึ้นเนื่องจากมีเวลาว่างตลอดทั้งวัน

การคิดคำนวณปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อคือศัตรูตัวร้ายที่คอยกัดกินมูลค่าของเงินเก็บตามกาลเวลา เงิน 1 ล้านบาทในวันนี้จะไม่มีมูลค่าเท่ากับเงิน 1 ล้านบาทในอีก 30 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

  • การคำนวณเผื่ออนาคต: หากปัจจุบันคุณประเมินว่าต้องการใช้เงินเดือนละ 30000 บาท หลังเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า ด้วยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี คุณอาจจะต้องใช้เงินจริงถึงเดือนละประมาณ 73000 บาท เพื่อซื้อสิ่งของในปริมาณที่เท่าเดิม ดังนั้นตัวเลขเป้าหมายรวมจึงต้องถูกคำนวณเผื่อเงินเฟ้อไว้เสมอ

กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนสำหรับคนวัยสามสิบ

การวางเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาไม่สามารถช่วยให้คุณเอาชนะเงินเฟ้อและบรรลุเป้าหมายเกษียณได้ การจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การใช้ประโยชน์จากกองทุนลดหย่อนภาษี

รัฐบาลมักมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนออมเงินเพื่อการเกษียณผ่านกองทุนรูปแบบต่างๆ ซึ่งคนวัยทำงานควรใช้ประโยชน์ให้เต็มสิทธิ์เพื่อเป็นการประหยัดภาษีและสะสมความมั่งคั่งไปพร้อมกัน

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและการออมระยะยาว: เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการบังคับตนเองให้ออมเงินระยะยาว พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีประจำปีและได้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดทุนทั่วโลก

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท: หากบริษัทที่คุณทำงานอยู่มีสวัสดิการนี้ ควรสมัครและส่งเงินสะสมในสัดส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากบริษัทจะช่วยจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทันทีแบบไม่มีความเสี่ยง

การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นประจำ

สำหรับคนวัยทำงานที่ไม่มีเวลาติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด กลยุทธ์การลงทุนแบบสม่ำเสมอทุกเดือนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน หรือที่เรียกว่าวิธีดีซีเอ (DCA) เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด

  • ลดผลกระทบทางอารมณ์: วิธีนี้ช่วยตัดอารมณ์และความกังวลเรื่องการหาจังหวะซื้อขายออกไป ทำให้คุณสร้างวินัยในการออมได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสภาวะตลาดจะปรับตัวขึ้นหรือลดลงก็ตาม ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยของสินทรัพย์ที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

หากเข้าสู่วัย 30 ปีแล้วแต่ยังมีหนี้สินก้อนโตอยู่ ควรเลือกปิดหนี้ก่อนหรือเริ่มออมเงินเพื่อเกษียณไปพร้อมกันเลย

ควรพิจารณาจากประเภทและอัตราดอกเบี้ยของหนี้เป็นหลัก หากเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ควรรีบเร่งจัดการจ่ายปิดหนี้ส่วนนี้ให้หมดโดยเร็วที่สุดเพราะดอกเบี้ยหนี้จะเติบโตรวดเร็วกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน แต่หากเป็นหนี้ระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำ เช่น หนี้บ้าน คุณสามารถผ่อนชำระตามงวดปกติและจัดสรรเงินอีกส่วนหนึ่งแบ่งมาเริ่มต้นลงทุนเพื่อการเกษียณควบคู่กันไปได้ทันที เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสทางเวลา

เงินประกันสังคมที่ถูกหักไปทุกเดือนจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณหรือไม่

ไม่เพียงพออย่างแน่นอน เงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพเท่านั้น จำนวนเงินที่ได้รับต่อเดือนเมื่อคำนวณตามสูตรของประกันสังคมมักจะไม่เพียงพอต่อการรักษามาตรฐานความเป็นอยู่แบบเดิมในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อรวมกับผลกระทบจากเงินเฟ้อในอนาคตด้วยแล้ว นักเดินทางทางการเงินจึงจำเป็นต้องสร้างกองทุนเกษียณส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาเองเพื่อความมั่นคงที่แท้จริง

นอกจากการลงทุนในตลาดทุนแล้ว การซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญมีความจำเป็นและคุ้มค่าสำหรับคนอายุ 30 หรือไม่

ประกันชีวิตแบบบำนาญมีความน่าสนใจในแง่ของการสร้างความแน่นอนให้กับชีวิต เพราะมีการการันตีจ่ายเงินคืนในจำนวนที่ชัดเจนหลังอายุ 60 ปี และยังสามารถนำเบี้ยประกันไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยของประกันมักจะต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง แต่ไม่ควรใช้เป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวในการสะสมเงินเกษียณ

สินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์เพื่อการปล่อยเช่า เหมาะสมที่จะใช้เป็นพอร์ตเกษียณสำหรับคนวัยนี้หรือไม่

อสังหาริมทรัพย์เป็นตัวเลือกที่ดีในการสร้างรายได้สม่ำเสมอในรูปแบบของค่าเช่าหลังเกษียณ แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนประเภทนี้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ มีสภาพคล่องต่ำ และต้องอาศัยการบริหารจัดการดูแลรักษาซ่อมแซมรวมถึงการจัดหาผู้เช่า ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากในวัยที่คุณต้องการพักผ่อน สำหรับคนวัย 30 ปี การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเพราะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันแต่มีสภาพคล่องสูงกว่าและไม่มีภาระในการบริหารจัดการเอง

ควรปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตเกษียณอย่างไรเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลักการสากลคือการลดสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงลงเมื่ออายุมากขึ้น ในวัย 30 ปี คุณอาจจะมีสัดส่วนของหุ้นหรือสินทรัพย์เติบโตสูงถึงร้อยละ 70 ถึง 80 ของพอร์ต แต่เมื่ออายุย่างเข้าสู่เลข 40 และ 50 ควรทยอยปรับลดสัดส่วนหุ้นลงและเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูง เช่น ตราสารหนี้ กองทุนรวมดัชนี หรือเงินฝากประจำ เพื่อปกป้องเงินต้นไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในช่วงใกล้เวลาที่จะต้องนำเงินออกมาใช้จริง

หากเริ่มต้นวางแผนเกษียณช้าไปตอนอายุ 35 ปี จะต้องปรับเปลี่ยนแผนการอย่างไรบ้างเพื่อให้ทันเป้าหมายเดิม

หากเริ่มต้นช้าไป 5 ปี สิ่งที่ต้องทำเพื่อทดแทนระยะเวลาที่สูญเสียไปคือการเพิ่มวินัยและจำนวนเงินออมต่อเดือนให้สูงขึ้น รวมถึงอาจต้องพิจารณาขยายอายุการเกษียณออกไปเล็กน้อย เช่น จากเดิมตั้งเป้าที่อายุ 60 ปี ปรับเป็นอายุ 63 หรือ 65 ปี เพื่อเพิ่มเวลาให้เงินทำงาน หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการมุ่งมั่นพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้จากช่องทางหลักและงานเสริม ซึ่งจะช่วยให้มีกระแสเงินสดมาเติมเข้าพอร์ตลงทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเหนทดแทนเวลาที่หายไป

You may also like